เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบเพื่อใช้งาน Roddee PRO
เข้าสู่ระบบด้วย Google
BMW 5 Series รหัสตัวถัง F10 ยังคงครองตำแหน่งหนึ่งในรถยนต์มือสองที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในตลาดรถมือสองเมืองไทย ด้วยดีไซน์ที่ดูหรูหราอย่างมีรสนิยม ผสานกับสมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือชั้น และภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จและรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ จึงไม่แปลกใจที่ใครหลายคนยังคงตามหารถรุ่นนี้ในสภาพดีมาครอบครอง
ในตลาดรถมือสอง bmw series 5 F10 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าน่าเล่น ด้วยราคา bmw series 5 ที่เข้าถึงง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งฟีลลิ่งในการขับขี่แบบ BMW ที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากรถมือสองญี่ปุ่นในช่วงราคาใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นความแน่นหนาของตัวถัง การเก็บเสียงที่ยอดเยี่ยม หรือฟีเจอร์ความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่จัดเต็มมาตั้งแต่โรงงาน นอกจากนี้ยังตัวเลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลตั้งแต่รุ่นที่เน้นความประหยัดไปจนถึงรุ่นที่ให้พลังเร้าใจสำหรับสายเท้าหนัก
5 Series F10 ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากช่างซ่อมและคนในวงการว่าเป็นหนึ่งในรุ่นที่ “จบง่าย” กว่ารถ BMW หลาย ๆ รุ่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ซับซ้อนจนเกินไปและอะไหล่ที่เริ่มมีให้เลือกมากขึ้นทั้งของแท้และเทียบ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอยู่ในระดับที่จับต้องได้ สำหรับคนที่เข้าใจและพร้อมดูแลรถยุโรป
สำหรับใครที่กำลังมองหารถมือสองที่ให้ทั้งความภูมิฐาน ความสนุกในการขับขี่ และความคุ้มค่าในระยะยาว มาสำรวจคุณลักษณะของ BMW 5 Series F10 ดูจุดแข็ง ปัญหาที่พบ และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ควรพิจารณาเมื่อต้องการซื้อมือสองมาใช้งานสักคัน

bmw ซีรี่ส์ 5 F10 คือหนึ่งในเจเนอเรชันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าลงตัวที่สุดของตระกูล เริ่มสายการผลิตตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2017 เจเนอเรชันนี้เปิดตัวมาครบทั้งตัวถังซีดาน (F10), ตัวถังสเตชันวากอน (F11) ตัวถัง 5 ประตูหรือที่เรียกว่า Gran Turismo หรือ GT (F07) และตัวถังซีดานฐานล้อยาว (F18)
ในช่วงเวลาที่วางขาย 5 Series F10 ได้รับการปรับโฉม LCI 1 ครั้งในปี 2013 แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เป็นส่วนใหญ่ มีการปรับดีไซน์ไฟหน้า-ไฟท้ายเล็กน้อยและรายละเอียดโครเมียมบางจุด แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอยู่ใต้เปลือกนอกผิวมากกว่า
หลังการปรับโฉม BMW ได้ยกระดับระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีภายในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น, หน้าจอแสดงผลที่ละเอียดและใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการปรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ BMW เลิกใช้เครื่องยนต์แบบไม่มีระบบอัดอากาศแทบทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เทอร์โบทั้งไลน์อัพเบนซินและดีเซล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและลดมลพิษ ตามทิศทางของตลาดโลกในยุคนั้น
bmw f10 ยังถือเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่ลงตัวระหว่างความหรูหราแบบคลาสสิกของ BMW รุ่นเก่า กับความทันสมัยและเทคโนโลยีที่เริ่มก้าวเข้ามาในรถยุโรปรุ่นใหม่ ๆ ทำให้มันได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดรถใหม่ยุคนั้นต่อเนื่องมาถึงตลาดรถมือสองในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถซีดานยุโรประดับพรีเมียมที่สมดุลทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และการใช้งาน 5 Series F10 คือหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มค่าและน่าเล่นที่สุด

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ BMW 5 Series F10 แตกต่างจากรถยุโรปหลายรุ่นในยุคเดียวกันคือการออกแบบโครงสร้างตัวถังที่ผสมผสานวัสดุหลากชนิดอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะในส่วนของประตูหน้า บังโคลนหน้า และฝากระโปรงหน้า ซึ่งเลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียมแทนเหล็กแบบเดิม จุดประสงค์หลักคือเพื่อลดน้ำหนักส่วนหน้า ช่วยให้การกระจายน้ำหนักรถดีขึ้น ส่งผลให้การควบคุมรถแม่นยำและคล่องตัวขึ้นโดยเฉพาะในขณะเข้าโค้งหรือขับขี่ด้วยความเร็ว
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างแบบนี้ก็มาพร้อมข้อควรระวัง เพราะชิ้นส่วนอะลูมิเนียมไม่สามารถซ่อมแซมหรือเชื่อมได้แบบเดียวกับเหล็ก หากเกิดการบุบหรือเสียหาย อู่ซ่อมจำเป็นต้องใช้เทคนิคเฉพาะทาง หรือในบางกรณีอาจต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งชิ้น ซึ่งทำให้ค่าซ่อมสูงกว่ารถที่ใช้เหล็กทั้งคัน
ในด้านความทนทานต่อสนิมและการกัดกร่อน 5 Series F10 ก็จัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ตัวถังผลิตจากเหล็กคุณภาพสูง เคลือบด้วยสีและชั้นป้องกันหลายชั้น โดยเฉพาะบริเวณใต้ท้องรถและซุ้มล้อ ที่มีการพ่นสารป้องกันสนิมและเคลือบด้วยวัสดุปิดผิวแบบเดียวกับที่ใช้ในรถระดับเรือธงหลายรุ่นของ BMW นอกจากนี้ยังมีการฉีดสารเคลือบกันสนิมเข้าไปในโพรงภายในตัวถังอย่างทั่วถึง ช่วยยืดอายุการใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าประทับใจคือการปิดคลุมพื้นที่เสี่ยงต่อการสะสมของโคลนหรือความชื้นด้วยแผ่นพลาสติกหรือแผ่นบังโคลนที่ออกแบบมาอย่างดีจากโรงงาน จึงไม่น่าแปลกใจที่ 5 Series F10 เดิม ๆ ที่ไม่เคยผ่านการชนหนักหรือซ่อมใหญ่ มักจะไม่แสดงร่องรอยของสนิมหรือการกัดกร่อนแม้จะผ่านการใช้งานมานานหลายปี
ห้องโดยสารของ BMW 5 Series F10 เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความพรีเมียมที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่วัสดุบุภายในที่เลือกใช้แต่ของคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นหนังแท้ ไม้จริง หรืออะลูมิเนียมปัดเงา (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อยและแพ็กเกจตกแต่ง) ไปจนถึงการจัดวางฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างลงตัวตามหลักสรีรศาสตร์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ BMW มาตลอด
จุดเด่นอีกอย่างของห้องโดยสาร 5 Series F10 คือความเงียบและความแน่นหนา งานประกอบทุกจุดดูมั่นคง ไม่มีอาการโยกคลอนหรือหลวมง่ายแม้จะผ่านการใช้งานมาหลายปี อย่างไรก็ตาม ในรุ่นก่อนปรับโฉมบางคันอาจพบปัญหาเสียงลั่นหรือเสียงดังจากแผงแดชบอร์ดบางจุด ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ง่ายในหลายกรณีด้วยการขันนอตให้แน่นหรือเสริมการยึดด้วยกาวพิเศษ หากเป็นกรณีที่ต้องการความเรียบร้อยแบบเนี้ยบจริง ๆ อาจต้องถอดแผงเพื่อจัดการใหม่ทั้งหมด
แม้จะเป็นรถที่มีอายุราว 10 ปีแต่ภาพรวมของภายในห้องโดยสาร 5 Series F10 ยังดูดีและให้ความรู้สึกหรูหราอยู่เสมอ แผงคอนโซลไม่กรอบหรือซีดจางง่าย ผิวสัมผัสของปุ่มควบคุมยังคงความคมชัดและสภาพดีได้ถึง 7 - 8 ปีหรือมากกว่านั้น หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เรียกได้ว่าเป็นรถที่มีคุณภาพแบบเยอรมัน ไม่เก่าหรือทรุดโทรมจนน่าใจหาย
ในด้านระบบไฟฟ้า BMW 5 Series F10 ถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง E60 ที่ขึ้นชื่อในเรื่องปัญหาระบบอิเล็กทรอนิกส์ 5 Series F10 แก้ไขและปรับปรุงจุดอ่อนเหล่านั้นได้ชัดเจน ระบบควบคุมต่าง ๆ ใช้งานได้เสถียร ไม่ค่อยพบปัญหาจุกจิกให้รำคาญใจในรถที่ได้รับการดูแลตามระยะ บางคันอาจพบว่าเซอร์โวมอเตอร์ในระบบแอร์หรือระบบปรับเบาะเริ่มแสดงอาการทำงานผิดปกติเมื่ออายุเกิน 10 ปีขึ้นไป แต่กรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาพบได้ทั่วไปและสามารถซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเฉพาะจุดได้โดยไม่ยุ่งยาก

BMW 5 Series F10 เครื่องยนต์เบนซินในไทยมีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ เริ่มจากรหัส 535i ทำตลาดในช่วงปีแรก ๆ ของการเปิดตัวในไทย เป็นรุ่นนำเข้าทั้งคัน รหัสนี้มากับขุมพลัง 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ 306 แรงม้า ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์คนชอบรถแรงได้ดีที่สุด แต่ค่อนข้างหายากในตลาดมือสอง
เครื่องยนต์ที่พบมากที่สุดใน BMW 5 Series F10 ที่ขายในไทยคือเครื่องเบนซินรุ่น N20 ซึ่งถูกใช้ในรหัส 520i และ 528i โดยเริ่มใช้จริงจังตั้งแต่ช่วงปี 2011 เป็นต้นไป เครื่องยนต์ N20 นี้พัฒนาเพื่อให้สมรรถนะดีแต่ยังประหยัดน้ำมัน ในแง่ความทนทานก็ถือว่าไว้ใจได้ถ้าได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี หากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามระยะอย่างสม่ำเสมอ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถวิ่งได้ถึง 300,000 กม. โดยไม่มีปัญหาใหญ่

อย่างไรก็ตาม มีบางจุดที่ผู้ใช้งานควรรู้ล่วงหน้า ได้แก่
ข้อควรระวังสำหรับเจ้าของรุ่น 520i
มีผู้ใช้บางรายอัปเกรดเครื่องยนต์โดยการรีแมพ (Remap) ซอฟต์แวร์เพิ่มแรงม้าจากเดิม 156 แรงม้า ไปแตะระดับ 245 แรงม้า เช่นเดียวกับ 528i ซึ่งแม้จะทำได้ แต่ไม่ใช่การอัปเกรดที่ปลอดภัยในระยะยาว เพราะแม้เครื่องยนต์จะมีพื้นฐานเหมือนกัน แต่ อุปกรณ์ภายในต่างกัน เช่น หัวฉีด, ปั๊มน้ำมัน และ ลูกสูบคนละรูปแบบกันโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้เครื่องยนต์ที่ถูกรีแมพเกินพิกัดมักไม่ทน และหลายกรณีพบว่าเริ่มมีปัญหาใหญ่เมื่อใช้งานเกิน 100,000 - 120,000 กม.
BMW 5 Series F10 เครื่องยนต์ดีเซลเริ่มทำตลาดในไทยด้วยรหัส 530d ซึ่งเป็นเครื่อง 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบ ที่ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิด 540 นิวตันเมตร ถือเป็นรุ่นที่ให้พละกำลังและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ขับสนุก ประหยัดน้ำมันในระดับที่ผู้ใช้รับได้ และยังปล่อยมลพิษต่ำ เครื่องยนต์รุ่นนี้สามารถใช้งานได้ยาว ๆ โดยไม่มีปัญหาใหญ่ แต่ที่ระยะทางประมาณ 250,000 กม. อาจจะต้องเปลี่ยนโซ่ขับเคลื่อนวาล์ว
อย่างไรก็ตาม เครื่องดีเซล 6 สูบไม่ถูกกับการวิ่งในเมืองแบบรถติดต่อเนื่อง เพราะการวิ่งรอบต่ำต่อเนื่องและไม่ได้เร่งเครื่องจะทำให้ ระบบ EGR และตัวกรอง DPF อุดตันเร็ว ส่งผลให้มีควันดำ สมรรถนะตก หรือขึ้นไฟเตือน วาล์ว EGR ที่อุดตันยังอาจกระทบต่อแผ่นปีกผีเสื้อของท่อไอดี ทำให้เครื่องเดินไม่เรียบหรือเร่งไม่ขึ้น อีกปัญหาเฉพาะของเครื่องดีเซลตัวนี้คือยางกันสะเทือนของพูลเลย์เพลาข้อเหวี่ยงมักเสื่อมสภาพเมื่อวิ่งถึงประมาณ 150,000 กม. สังเกตได้จากเสียงผิดปกติหรือกลิ่นคล้ายยางไหม้ หากปล่อยไว้อาจกระทบกับการทำงานของสายพานรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ปั๊มน้ำหรือไดชาร์จ ส่วนชุดควบคุมหัวเผาก็มีอายุไล่เลี่ยกันและมักต้องเปลี่ยนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
BMW 5 Series F10 เปิดตัวรหัส 520d และ 525d มาเสริมทัพเครื่องยนต์ดีเซล โดยทั้ง 2 รหัสนี้ใช้เครื่องแบบ 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ แม้พละกำลังจะลดลงแต่ก็ได้ในเรื่องความประหยัดและการปล่อยมลพิษต่ำมาแทนที่ ในภาพรวมเครื่องยนต์รุ่นนี้ทนทานและน่าเชื่อถือมากกว่าเครื่อง 6 สูบ ทั้งในเรื่องความร้อน การสึกหรอ และการประหยัดเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม โมดูล EGR ที่ยังพบว่ามีโอกาสเสียได้เร็วในบางคัน บางกรณีแค่ 20,000 – 30,000 กม. ก็เริ่มมีปัญหา หากโมดูลนี้เริ่มรวน จะทำให้กล่องควบคุมเครื่องยนต์ลดกำลังเครื่องลงทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย

BMW 5 Series F10 ที่ขายในไทยส่วนใหญ่มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เกียร์รุ่นนี้ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน ทั้งยังมีความทนทาน ให้อัตราทดที่ละเอียดขึ้น และขับสนุก หากมีการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทุก 60,000 กม. อายุการใช้งานสามารถไปได้ถึง 250,000 กม. หรือมากกว่าโดยไม่ต้องซ่อมใหญ่
อย่างไรก็ตาม เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด รุ่นแรกๆ บางล็อต ก็มีปัญหาเรื่องการสึกของตัวเรือนเกียร์เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อเฟืองและระบบควบคุมไฮดรอลิก โชคดีที่ข้อบกพร่องนี้ถูกแก้ไขแล้วจากโรงงานในรุ่นปีหลัง ๆ
ไม่ว่าเลือก 5 Series F10 เครื่องยนต์อะไร หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาคือพฤติกรรมของเจ้าของเดิมและวิธีการขับขี่ หากรถเคยผ่านการใช้งานหนัก เช่น ขับแบบลากรอบ เปลี่ยนเกียร์รุนแรง หรือไม่ได้ดูแลระบบระบายความร้อนของเกียร์ โอกาสที่เกียร์จะมีปัญหาหลังวิ่งไป 100,000 กม. ก็มีสูง ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อมือสองควรตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษาให้ละเอียด โดยเฉพาะการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ และทดสอบการเปลี่ยนเกียร์ว่าลื่นไหลหรือไม่ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเกียร์พังได้มากขึ้น
BMW 5 Series F10 มาพร้อมระบบช่วงล่างที่ให้สมรรถนะสูงและความสบายในการขับขี่ แต่ด้วยความซับซ้อนของการออกแบบหมายความว่าการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อรถผ่านการใช้งานมาแล้วหลายแสนกิโลเมตร
โดยทั่วไปแล้วช่วงล่างของ 5 Series F10 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะเริ่มมีอาการเสื่อมที่ระยะทางประมาณ 100,000 – 150,000 กม. ขึ้นอยู่กับสภาพถนนที่รถวิ่งและลักษณะการขับขี่ เช่น รถที่เคยวิ่งในกรุงเทพฯ เจอหลุมบ่อย อาจต้องซ่อมเร็วขึ้น เมื่อถึงเวลาบำรุงรักษามักไม่ได้เปลี่ยนแค่โช้คอัพอย่างเดียว แต่อาจต้องเปลี่ยนปีกนก ลูกหมาก บูช และแร็คต่าง ๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้ได้สมรรถนะเหมือนเดิม ถ้าเลือกใช้ชิ้นส่วนคุณภาพดีจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้อีกยาว
ในส่วนของระบบพวงมาลัย 5 Series F10 จะใช้แร็คพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ซึ่งมีการทำงานที่นุ่มนวล เบาแรง และตอบสนองแม่นยำ โดยรวมแล้วคุณภาพของแร็คพวงมาลัยค่อนข้างมีความทนทาน แต่ก็อาจพบปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอาการเพี้ยนของระบบควบคุมหรือมีสัญญาณเตือนขึ้นเป็นครั้งคราว ปัญหานี้มักไม่รุนแรง และสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ราคาแพง ยกเว้นในกรณีที่เสียหายจากน้ำหรือการชนหนัก

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 F10 เป็นหนึ่งในซีดานยุโรปที่มีความสมดุลระหว่างความหรูหรา ความแรง และความสบาย แต่หากคุณกำลังพิจารณาเลือกซื้อรุ่นนี้ในตลาดมือสอง มีหลายจุดที่ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแฝงในอนาคต
1. ประวัติการชนและสภาพตัวถัง: แม้แต่การชนเล็กน้อย หากซ่อมไม่ดี อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้างและการขับขี่ในระยะยาว ให้สังเกตช่องว่างระหว่างบานประตู ฝากระโปรง และแผงตัวถังว่ามีความสม่ำเสมอหรือไม่ ดูความเรียบเนียนของพื้นผิวและสี และควรตรวจสอบรอยบัดกรี รอยขันนอต หรือชิ้นส่วนที่ไม่เข้ากันในห้องเครื่อง
2. ระยะทางการใช้งานที่แท้จริง: การลดเลขไมล์ยังคงเป็นเรื่องปกติในตลาดรถมือสอง วิธีสังเกตแบบง่าย ๆ คือดูไฟตัดหมอกหรือไฟหน้าว่าขาวซีดหรือหม่นหรือไม่ ถ้าซีดมาก ๆ อาจบ่งบอกการใช้งานที่มากกว่าที่แสดงบนเลขไมล์ หรือตรวจดูที่คอนโซล ปุ่มควบคุม และพวงมาลัย หากพบว่าที่สึกหรอเกินเหตุอาจบอกได้ว่ารถใช้งานมาหนัก
3. เลือกเครื่องยนต์ให้ตรงกับการใช้งาน: หากเน้นใช้งานทั่วไปในเมือง เครื่องยนต์เบนซินให้สมรรถนะที่เพียงพอและเหมาะสม แต่ต้องดูว่าได้รับการบำรุงรักษาต่อเนื่อง ส่วนเครื่องดีเซลจะให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่มากกว่า ทนทาน ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับคนใช้รถเยอะ ขับทางไกลบ่อย และต้องการความประหยัด แต่ไม่ค่อยเหมาะหากใช้งานในเมืองที่รถติดตลอดเวลาเพราะ EGR และ DPF จะเสื่อมเร็วกว่าปกติ
4. ระบบส่งกำลัง 8 สปีด: เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ BMW 5 Series F10 เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ ควรตรวจเช็กประวัติการบำรุงรักษาเกียร์อย่างละเอียด ดูว่าเจ้าของเดิมมีการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมาภายหลัง
5. ออปชันและการตกแต่ง: BMW 5 Series F10 รุ่นเริ่มต้นที่มีออปชันไม่เยอะจะดูแลง่ายและทนทานกว่ารุ่นที่เต็มไปด้วยระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์หรูหรา ส่วนรุ่นท็อปที่มีออปชันเยอะ เช่น เบาะไฟฟ้า, ซันรูฟ, ระบบนำทาง, หรือกล้องรอบคัน ควรทดสอบทุกฟังก์ชันว่าทำงานได้ครบ
BMW 5 Series F10 ถือเป็นหนึ่งในรถซีดานระดับพรีเมียมที่ยังน่าจับตามองในตลาดมือสอง ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง ระบบช่วงล่างที่มั่นคง และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ทำให้มันเป็นรถที่ให้ทั้งความสบายและภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในระยะยาว
อย่างไรก็ตามจุดที่ควรพิจารณาให้รอบคอบคือเรื่องเครื่องยนต์ เกียร์ ช่วงล่าง พวงมาลัย ควรตรวจเช็กประวัติการบำรุงรักษา และหมั่นตรวจเช็กอาการผิดปกติอยู่เสมอ และเปลี่ยนถ่ายของเหลวต่าง ๆ ตามระยะ หากเลือกคันได้ถูกต้อง คุณจะได้รถที่ให้ทั้งความหรูหรา แรงขับที่น่าประทับใจ และความพึงพอใจในทุกการเดินทาง
จำไว้ว่า รถเยอรมันไม่ใช่แค่รถแรงแต่คือการลงทุนในคุณภาพ และการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ BMW คันนี้ตอบแทนคุณได้อย่างเต็มที่ตลอดอายุการใช้งาน
เรารวบรวมประกาศขาย bmw series 5 F10 จาก Facebook Marketplace, Kaidee, One2Car และ TaladRod มาไว้ในที่เดียว เปรียบเทียบราคา ดูประเภทผู้ขาย แล้วเลือกคันที่ตรงใจคุณได้ง่ายๆ
เช็ค บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 มือสองในไทยได้ที่นี่ → bmw series 5 มือสอง
{"filters":{"hide_duplicates":true,"brand":{"label":"BMW","value":"BMW"},"models":[{"label":"5er","value":"5er"}],"source":[{"label":"Facebook","value":"Facebook"},{"label":"kaidee","value":"kaidee"}],"year":{"from":2009,"to":2016}},"location":{"lat":13.7563309,"lng":100.5017651,"radius":500,"name":"bangkok"},"labels":["กรุงเทพมหานคร, 500 km","ยี่ห้อ: BMW","รุ่น: 5er","ปี: 2009-2016","แหล่งที่มา: Facebook, Kaidee, One2Car, TaladRod"]}